หัวข้อยอดนิยม

culture (9) customs (1) economic (2) Education (6) Entertainment (5) famous (1) food (7) football (1) gameshow (1) general (1) History (10) language (17) law (1) lifestlye (32) lifestyle (6) Music (1) MV (5) place (1) politic (1) singer (2) socities (5) sport (1) thai (2) travel (6) viet (1) vietnam (19) work (2)

Friday, October 3, 2008

วิธีลดโลกร้อนของชาวไซง่อน

การเดินทางไปทำงานด้วยรถเมล์ ลดค่าไฟด้วยการใช้หลอดประหยัดไฟ งดใช้ถุง พลาสติก เพื่อลดโลกร้อน ในเมืองไซง่อนหรือโฮจิมินห์ หากพูดว่า"Sài Gòn xanh=ใส่ ก่อน ซัง"(ไซง่อนเขียว)จะเป็นที่ทราบกันในหมู่นักดื่มกินเที่ยวว่าหมายถึงการสั่งเบียร์สักขวดนึงมาดื่มสนนราคาขวดละ 8.000ด่อง สำหรับชาวไซง่อนแล้วเบียร์ไซง่อน(Bia Sài Gòn)นั้นนับว่าเป็นที่นิยมกันมาก โดยแบ่งออกเป็นสองชนิดตามสีของฉลากขวด คือ Sài Gòn đỏ (ใส่ ก่อน ด๋อ=ไซง่อนแดง) ฉลากขวดแดง และSài Gòn xanh ฉลากขวดสีเขียว ผมดื่มแล้วรู้สึกว่ารสชาติของขวดเขียวดื่มนุ่มกว่า ส่วนขวดแดงดีกรีแรงกว่าเปิดมาฟองจะฟูมากกว่า ดีกรี7% เบียร์แรงที่เคยดื่มมาก็เบียร์ดำRoyal Stout ของคาลส์เบิร์ก มาเลย์ สไตล์เดนนิชเป็นเบียร์สีดำกลิ่นออกโสมเกาหลีดีกรี8% ลองชิมที่บ้านเพื่อนคนแคนนาดาคุณAndyเผอิญเพื่อนคนฮอลแลนด์ชื่อดุ๊กแวะมาเยี่ยมที่พัทลุง เมื่อช่วงงานบุญส่งผีปู่ย่าตายายเมื่อ 29ก.ย.ที่ผ่านมา ก็แรงดีกระป๋องเดียวก็ตึงแล้ว นอกเรื่องอีกแล้วมาเข้าเรื่องกันดีกว่า ทีนี้มาเข้าเรื่องของ Sài Gòn xanh กัน ซึ่งคงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเบียร์แต่เกี่ยวข้องกับการสร้างนิสัยรักษ์สิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียวของชาวไซง่อน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อข่าวท้องถิ่นไซง่อน ได้ย้ำถึงผลการรายงาน การอภิปรายปัญหามากมายที่เกิดจากการใช้ถุงพลาสติก(Poly Ethylene=PE) หรือตามที่คนเวียตนามเรียกว่า túi xốp siêu thị(ตุ๊ย ซ้อบ ซิว ถิ=ถุงห้างช้อปปิ้ง) หรือ túi nylong(ตุ๊ย นาย ลอง=ถุงไนล่อน) ซึ่งถุงเหล่านี้สามารถพบได้โดยทั่วไปตามบ้าน เมื่อเลิกงาน บรรดาผู้คนไปตลาดเพื่อซื้อกับข้าวในมื้อเย็น รวมทั้ง เนื้อ ผัก ปลา อาหาร ซึ่งต้องใช้ถุงพลาสติกใส่แยกชิ้นกัน หลังรับประทานเสร็จเศษอาหาร ต่างๆรวมทั้งขยะต่างๆที่ต้องใส่ลงถุง ลงถังกันในแต่ละวัน จากข้อมูลดังกล่าวถ้านับแล้ว วันละเฉลี่ยห้าถึงสิบถุงใน 260วันต่อปี(คนทำงาน5วันต่อสัปดาห์,ปีละ52สัปดาห์) แต่ละปี คนไซง่อนคนหนึ่งจะสร้างขยะถุงพลาสติกถึงกว่า 1,300 ใบ โดยในจำนวนนี้ยังไม่รวมการใช้ถุงพลาสติกในช่วงหยุดสุดสัปดาห์! ในความเป็นจริงแล้ว การใช้ก็คงไม่ได้มากมายตามสถิติการใช้ต่อปี โดยชาวเวียตนามมีการใช้ถุงพลาสติกถึง 40 พันล้านถุงต่อปี คนเวียตนามทิ้งถุงดังกล่าว 480 ถุงต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ อย่างในอังกฤษ คนเขาใช้ถุงพลาสติก 8พันล้านถุงต่อปีเฉลี่ย 133 ถุงต่อคนต่อปี ในเวียตนาม ถุงพลาสติกใช้ได้ทนทานนานกว่าห่อด้วยกระดาษและใบตอง แต่ว่าการย่อยสลายตัวนั้นยาวนานมากๆ อย่างในประเทศที่กำลังพัฒนา หลายๆประเทศเองก็ได้ประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับถุงพลาสติกต่อสังคมและชุมชน เช่นกัน โดยในเวียตนาม เมืองโฮจิมินห์ ห้าง METRO CASH&CARRY(ถนนออกเมืองไซง่อนสายฮานอยก่อนถึงเขตถู ดึก) เป็นเป้าหมายแรกของการหยุดขยะพลาสติก และสนับสนุนการใช้ถุงผ้าแทนที่ แต่ก็มีร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายรายย่อย ยังคงยากที่จะงดใช้ถุงพลาสติก เพราะทุนไม่หนาพออย่างห้างใหญ่ๆ หากต้องแจกถุงผ้า ทางหน่วยงานของรัฐเองก็สนับสนุนการประหยัดพลังงานไฟฟ้าโดยการใช้น้อยและปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นใช้งาน ปรับเครื่องทำความเย็นให้สูงขึ้นเพื่อประหยัดไฟ ในส่วนของบ้านเรือน โรงงาน ปรับเปลี่ยนไปใช้หลอดผอมประหยัดไฟ แทนหลอดไส้ เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา EVN(Electricity of Vietnam) หรือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและจัดจำหน่ายเวียตนาม ได้มีการรณรงค์ใช้หลอดประหยัดไฟ มีการจัดจำหน่ายไปทั่วประเทศ แต่แผนงานก็ดูเหมือนจะไม่ง่ายนักที่จะประสบผลเพราะทางEVNเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ไม่ได้เป็นผู้ขายหลอดไฟโดยตรง การขยับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันรถเป็นเหมือนการบังคับให้คนไซง่อนต้องรักษ์สิ่งแวดล้อมไปโดยปริยาย ทางการเองก็รณรงค์การงดใช้ มอ'ไซต์แล้วหันมาใช้รถเมล์ หรือเดินเท้าในระยะทางใกล้ๆแทน บางคนก็หันมาใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นด้วยการใช้กระดาษแทนถุงพลาสติก พูดง่ายแต่ก็ทำได้ยาก ซึ่งคงต้องใช้ระยะเวลาพอควร บางครั้งต้องลดความสะดวกสบายลงบ้าง Bioplastic ซึ่งเป็นพลาสติกพิเศษผสมเส้นใยธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้ด้วยตนเองเป็นแนวคิดหนึ่งที่จะเข้ามาแทนที่ถุงพลาสติก แต่ก็ยังคงมีราคาที่สูงอยู่ ซึ่งก็คงยากหากจะงดใช้ถุงพลาสติกที่สะดวกกว่าในทันที การนำแนวคิดมาใช้ควรเริ่มทำที่ตัวแทนจำหน่ายผู้ผลิตที่จะลดการผลิตถุงนี้ โดยเริ่มจากการทำหีบห่อด้วยกระดาษหลายกล่องแล้วนำไปใส่ถุงพลาสติกใหญ่เพียงถุงเดียว อันนี้ก็ช่วยได้ ส่วนบ้านเราก็มีการนำกระดาษอัดชานอ้อยเป็นจาน ถ้วย ราคาก็สูงพอควร พอใช้ซ้ำครั้งสองครั้งพอได้ มาตรการของห้าง METRO CASH&CARRY นั้นได้เริ่มการงดแจกถุงพลาสติกฟรี จนสิ้นสุดเวลา จึงจะทำการขายถุงผ้าโดยลูกค้าต้องจ่ายเงินซื้อเอง แต่ก็นับว่ามีประโยชน์เพราะถุงผ้านั้นใช้ใส่ของได้หลายๆครั้ง ผู้จัดจำหน่ายทั่วไปก็สามารถทำได้ ยิ่งถ้าหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ให้งดการใช้ถุงพลาสติก หรือหากจะปรับราคาถุงเล็กให้สูงขึ้นและปรับราคาถุงใหญ่ให้ถูกลง โดยทั่วไปแล้ว ถุงใหญ่สนนราคาถุงละ1.000หรือ2.000ด่อง แม่บ้านไซง่อนหลายคนเองก็คงไม่อยากซื้อไปใช้แน่เมื่อเทียบกับการที่ต้องใช้ถึงสี่ถุง บางทีเอาตังค์นั้นไปซื้อ Sài Gòn xanh สักขวดให้สามียังจะดีกว่า ฮ่า...(สี่ถุง=8.000ด่อง=เบียร์ 1 ขวด) ที่มา:Quynh Thu,Saigon Times Weekly

Monday, September 15, 2008

มาตรการป้องกันนักขับรุ่นเยาว์ที่เวียตนาม

โดย Quynh Thu ทางการได้ใช้หลากหลายวิธีการ ในการห้ามนักขับขี่ที่มีอายุน้อยๆ โดยเฉพาะนักเรียนมัธยม แต่การส่งเสริมความรู้เรื่องกฏจราจรในการขับขี่ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกคนที่ควรมี ในหลายมลรัฐของอเมริกา จะอนุญาตให้คุณสามารถขับขี่รถยนต์ตั้งแต่อายุ16ปี เช่นเดียวกับ เมืองออนตาริโอ แคนนาดา ในอังกฤษนั้นต้องอายุ 17 ปี เดนมาร์กต้องอายุ 17.5 ปี แต่ในเยอรมัน ฝรั่งเศสนั้น ต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป บทความหนึ่งใน USA TODAY กล่าวว่า "ทุกวันนี้โดยเฉลี่ย จะมีคนตายในสหรัฐ สองคนต่อวัน จากยวดยานต์ที่ขับขี่ โดยเด็กอายุ16ปี หนึ่งในห้าของกลุ่มอายุ16ปี จะประสบอุบัติเหตุรถชนในปีแรกๆ " นักขับอายุ 16 ปียังมีจำนวนประวัติรถชนอย่างร้ายแรงมากกว่าถึงห้าเท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มนักขับที่อายุ 20 ปีหรือมากกว่านั้น ที่เวียตนามนั้น ตามกฎหมายจะอนุญาตให้ขับรถได้ ตั้งแต่อายุ18 ปี โดยขับขี่มอไซต์ได้ตั้งแต่50ccขึ้นไป แต่ในความจริงก็ควรเป็นอย่างนั้น ผมเองเท่าที่สังเกตจะพบเห็นccสูงสุดบนท้องถนน ก็ 150 CC ในรถตระกูลฮอนด้าSH มีบ้างที่เป็นรถใหญ่ ตระกูล big bike Harley แต่ก็พบเห็นกันน้อย เคยเห็นครั้งหนึ่ง ที่หน้าร้าน Seventeen Saloon ถนนโตงดึ๊กทั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัด สำหรับเมืองโฮจิมินห์ก็คือ นักขับขี่รถมอเตอร์ไซต์วัยรุ่นมีจำนวนประสบอุบัติเหตุทางถนนมากกว่าวัยที่สูงกว่านี้ ในปีนี้เองก็มีคนตาย เนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางถนนกว่า 800 คน เฉพาะในเขตเมืองแห่งนี้ และมีจำนวน 10% เสียชีวิตกว่าวัยอันควรบนท้องถนน ซึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตเหล่านี้กว่า 40% มีอายุน้อยกว่า 20 ปี! การเข้าแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยที่รัฐเองได้เพิ่มมาตรการกกข้อบังคับทางกฏหมายจราจรที่เข้มงวดขึ้น โดยการบังคับห้ามเยาวชนที่ต่ำกว่าอายุดังกล่าวขับขี่ โดยเน้นเฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนมัธยมปลาย มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนผมคนนึง พึ่งหัวเสียจาการโดนตำรวจไถเงินมา แม้ว่าเขาจะยืนยันว่าขับขี่อย่างถูกต้องตามกฏ แต่ทว่าปีหนึ่งนั้น เขาต้องเสียเงินให้ตำรวจพวกนี้สองสามครั้งต่อปี(ครั้งนึงก็ 20.000-50.000 ด่อง)โดยไม่มีข้อต่อรอง จะว่าไปแล้วรถยนต์เองยังเป็นพาหนะที่แพงเมื่อเทียบกับฐานะความเป็นอยู่ของคนเวียตนามโดยทั่วไป และถนนเองก็แคบไม่คล่องตัวเลยหากเทียบกับมอเตอร์ไซต์แล้วมันยังคงความนิยมและใช้กันในครอบครัว พ่อแม่ชาวเวียตนามทั่วๆไปหลายคน ซื้อมอไซต์ให้ลูกเป็นของขวัญเมื่อเริ่มเข้าเรียนมัธยมปลาย(เกรด 10 ถึง เกรด 12=มัธยม 4-5-6)นั้นคือเมื่อย่างอายุ 16-18 ปี อันนี้คงคล้ายบ้านเราโดยที่บ้านเรานั้นไม่ต้องดาวน์เอาไปใช้ได้เลย(ดอกเบี้นน้อย ผ่อน โครตนาน...ฮ่า...)แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่นั่นก็คือการซื้อรถที่มี cc มากกว่า 50 cc. หรือจำพวก xe phân khi ln(แซ ฟาน คี อิน=มอเตอร์ไซต์สปอร์ตหรือมอไซต์ซิ่ง) ในการออกกฏหมายบังคับสำหรับเยาวชน ที่ขับขี่ที่ต่ำกว่าอายุดังกล่าว จะอนุญาตให้เป็นกรณีไป โดยทางฝ่ายปกครองโรงเรียนจะจดบันทึกชื่อนักเรียนที่ขับขี่รถซีซีสูงไว้ก่อนเพื่อตักเตือน แม้ว่าเด็กจะมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่พ้นสายตาตำรวจจราจร โดยที่เยาวชนดังกล่าว หากทำผิดกฏหมายจะต้องถูกจับกุม และถูกยึดรถไว้ 90 วัน การมารับคืนนั้นจะต้องให้ผู้ปกครองมารับทราบข้อกล่าวหา และค้ำประกัน คำรับรองจากเพื่อนบ้าน รวมทั้งฝ่ายปกครองของโรงเรียนมารับทราบ โดยทางฝ่ายปกครองโรงเรียนจะดำเนินการตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียนดังกล่าว หากครบสามครั้งก็จะพ้นสภาพความเป็นนักเรียน Huynh Cong Minh,ผู้อำนวยการแผนกการศึกษาและอบรม ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวท้องถิ่น เชิงตำหนิฝ่ายปกครองของโรงเรียนว่า แม้นักเรียนในไซง่อนปกติส่วนมากเดินทางโดยรถเมล์ บางส่วนก็มากับผู้ปกครองหรือคนสนิท แต่ก็มีบ้างบางส่วนที่แหกกฏ โดยการขับขี่รถที่มีซีซีสูงเกินกฏหมายกำหนด มาเรียนที่โรงเรียนเองทั้งที่รู้ว่า อาจจะโดนตัดคะแนนได้ โดยพฤติกรรมของนักเรียนเหล่านี้ จะแอบไปจอดรถไว้ใกล้ๆโรงเรียน ตามจุดจอดรถทั่วไป โดยแอบแฝงไม่ให้พบเห็นได้ง่าย แต่เด็กหัวใสเหล่านี้รู้ดีว่า เมื่อตนเองไม่มีใบอนุญาต อาจไม่พ้นจากการสังเกตุจากตำรวจจราจร ถ้าหากสวมใส่ชุดนักเรียน พวกนี้จึงต้องหาชุดวอร์มเสื้อนอกมาใส่ เพื่อปกปิดชุดนักเรียนเอาไว้นั่นเองไว้ ข่าวของหนังสือพิมพ์ทันเนียนกล่าวว่า พ่อลูกคู่หนึ่งที่ต้องส่งลูกสาวไปโรงเรียนทุกวันขณะนี้ อยากให้ทางการยกเลิกกฏหมายห้ามเด็กขับขี่รถเพราะลูกสาวตนเองจะได้ขับขี่ไปเรียนเอง อย่างไรก็ตาม เขาเองได้เตรียมที่จะซื้อรถจักรยานไฟฟ้าให้ลูกสาวขับขี่แทน จะว่าไปแล้วรถจักรยานไฟฟ้านั้น ดูปลอดภัย และสะอาดดีต่อสิ่งแวดล้อมมากๆ หากการเข้มงวดกวดขันตามกฏหมายใหม่นี้เกิดขึ้น พวกเด็กนักเรียนที่ไม่มีใบขับขี่นั้น ก็คงต้องถูกออกจากโรงเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีทางแก้อีกมากมาย อยู่ที่ตัวครูอาจารย์และผู้ปกครองต้องปลูกฝังความคิด สร้างจิตสำนึกที่ดี เคารพกฏจราจร กฏของการอยู่ด้วยกันอย่างผาสุขให้แก่เยาวชน โดยพึงระวังถึงอันตรายเองจะดีที่สุด ราตรีสวัสดิ์ครับ พี่น้องชาวไทย ที่มา:Saigon Time Weekly

Monday, August 18, 2008

Football Thai Player in Vietnam I

เมื่อพูดถึงฟุตบอลในเวียตนาม ทำให้ผมเห็นภาพนักเตะคนหนึ่งคือคุณซิโก้ หรือเกียรติศักดิ์ เสนาเมืองที่เข้าไปเล่นฟุตบอลในเวียตนาม ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งเดินทางมาเวียตนามเมื่อปี 2003 สิ่งที่ผมเห็นก็คือรูปโฆษณาเครื่องดื่มกระทิงแดงขนาดใหญ่หน้าทางออกสนามบินตันเซิงยึก โดยมีพรีเซ็นเตอร์เป็นคุณซิโก้ ทำให้ผมอดปลาบปลื้มไม่ได้ที่ได้เห็นคนไทยเป็นที่ชื่นชมของคนเวียตนาม คิดว่าการเดินทางมาทำงานครั้งนี้คงมีสิ่งดีดีแน่ ต่อมาปี 2004 ก่อนจะบินกลับมาไทยตอนอยู่ที่ห้องพักรอสนามบินตันเซิงยึก ก็ได้พบเห็นคุณซิโก้ แต่ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรมาก มีบางคนเข้ามาทักทายคุณซิโก้แต่เขาก็ไม่ได้คุยอะไรมาก สโมสรที่คุณซิโก้เล่นอยู่ในตอนนั้น คือสโมสรฟุตบอล Hoàng Anh Gia Lai(ห่วง อัน ยา ลาย) หรืออีกชื่อเรียกว่า Đội lạc bộ bóng đá Gia Lai(โด่ย หลัก บ่อ บ๊อม ด๊า ยา ลาย) ได้ก่อตั้งเมื่อปี 2002 โดยมีเจ้าของบริษัทHoàng Anh เป็นผู้ริเริ่ม โดยนำชื่อของบริษัทและเมืองยาลายมารวมกัน จนกลายมาเป็นชื่อของสโมสร ปัจจุบันทางสโมสรได้จับมือกับทีมสโมสรอาเซนอลของอังกฤษ เปิดโรงเรียนสอนการเล่นฟุตบอลที่เมืองPleiku ถือเป็นการร่วมกันลงทุนทางธุรกิจที่ทางอาเซนอลมีในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่ 50 Nguyễn Thiện Thuật, TP. Pleiku,tỉnh Gia Lai, Việt Nam แฟกส์: 059-828373 โทร: 059-875539 มีสนามประจำสโมสรอยู่ที่Pleiku(ไปล กู) จุจำนวนผู้ชมได้ 15,000 ที่นั่ง มีโรงฝึกที่Hàm Rồng เมืองPleiku ประกอบไปด้วยสองสนาม 40 ห้องนอน มีสระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และสนามเทนนิสอีกด้วย ประธานสโมสรคือĐoàn Nguyên Đức ประธานฝ่ายคือ Huỳnh Ngọc Định ผู้จัดการคือ Nguyễn Văn Vinh ทีมนั้นเล่นอยู่ในระดับV-League ผลงานที่ผ่านมาเป็นแชมป์ V-league และSuperCup ปี2003 2004 มีโอกาสเข้าร่วมฟุตบอลสโมสรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี2004 และเข้าร่วมฟุตบอลสโมสรเอเชียปี2005 ส่วนนโบายและเป้าหมายคือแชมป์ในระดับภูมิภาคกับเอเชียภายใน ปี2009และปี2010 สัญลักษณ์ทีมเริ่มแรกปี2002เป็นภูเขาพระอาทิตย์มีล้อเฟืองด้านล่างแต่ปี2006มีการเพิ่มดาวแดงสองดวงด้านบนสัญลักษณ์ได้ใช้มาจนปัจจุบัน มีชุดผู้เล่นทีมเหย้าเป็นเสื้อและถุงเท้าแดงส่วนแขนและกางเกงขาว ส่วนชุดเยือนเป็นเสื้อขาวแขนแดงกางเกงถุงเท้าขาว จำนวนนักเตะที่สังกัดในทีม ปี2008 นี้ มีจำนวน 31 คนในจำนวนนั้นเป็นต่างชาติ 5 คน สองในห้าเป็นคนไทยคือคุณศักดา แจ่มดี และคุณดัสกร ทองเหลา ในอดีตเคยมีนักเตะบ้านเราที่เคยเล่นร่วมเล่นในทีมนี้ คือคุณดุสิต เฉลิมแสง คุณตะวัน ศรีปาน ซึ่งเป็นผู้เล่นในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับคุณซิโก้ ส่วนคนไทยที่เคยเป็นโค้ชให้กับทีมนี้ ท่านแรกเริ่มก็คือคุณอาจหาญ ทรงงามทรัพย์ ถัดมาเป็นคนเวียตงามชื่อHuỳnh Văn Ảnh แล้วคุณอาจหาญก็กลับมาเป็นโค้ชอีกครั้งในเดือน พฤศจิกายน 2005 ถึง กุมภาพันธ์ 2006 ต่อจากนั้นคุณซิโก้ก็รับช่วงต่อจนถึง 14 ตุลาคม 2006 ต่อมาก็คุณชัชชัย พหลแพทย์ เป็นโค้ชต่อไปจนถึงเดือนธันวาคม2007 จวบจนปัจจุบันนี้ ปี 2008 ก็เป็นคุณอนันต์ อมรเกียรติ ซึ่งนับว่าคนไทยเราค่อนข้างได้รับเกียรติเป็นอย่างดี ผมคิดว่าคนรุ่นแรกที่ไปนั้น คงสร้างสมสิ่งดีดีไว้เยอะ จะเป็นอย่างไรนั้นคงเอาไว้เล่าต่อคราวหน้านะครับ ที่มา:en.wikipedis.org

Friday, August 15, 2008

Famous Food I

ไปกินข้าวที่โรงอาหารของบริษัททำให้นึกถึงอาหารเวียตนามหลายอย่างด้วยกัน แต่ที่ขึ้นชื่อ และที่เคยเห็นและได้ยินมา เท่าที่พอจำได้ก็พอมีดังนี้ 1.Bò 7 Món(บ่อ ไบ๋ โม้น) หรืออาหารชุดโต๊ะจีนเจ็ดอย่างปรุงจากเนื้อวัว นิยมเสริฟกินกันในงานแต่งงานโดยดัดแปลงมาจาก Cá 7 Món ซึ่งเป็นอาหารชุดที่ปรุงมาจากปลา อาหารเหล่านี้เป็นที่นิยมจัดทำกันมาก ผมเข้าใจว่าคงเป็นอย่างโต๊ะจีนบ้านเรา ท่านที่เคยไปงานแต่งที่เวียตนามก็คงพบเห็นบ่อยๆอาหารก็คล้ายกันไม่แตกต่าง 2.Phở (เฝ๋อ)ก๊วยเตี๋ยวญวน เส้นทำจากข้าว อันนี้คงเป็นที่ทราบกันแล้วคงไม่ต้องบรรยายมาก อาทิ Phở bò(เฝ๋อ บ่อ)ก๊วยเตี๋ยวเนื้อ อันนี้หากินง่าย เท่าที่สังเกตจะนิยมกินกันตอนเช้า เที่ยงก็ทานข้าวปกติ อย่างขนมปังบั๊นหมี่ก็นิยมตอนเช้าเช่นกัน เครื่องปรุงที่ต่างจากก๊วยเตี๋ยวก็คงเป็นการใส่น้ำกะปิ(ม้ำโตม) น้ำกระเทียมดอง(ต๋อย) น้ำมันเจียวตะไคร้(สา) ซอสถั่วสีดำอย่างกับถั่วเน่า อยากเผ็ดก็สั่งเอิ๊ดบับ(พริกสับ)เอง หรือเติงเอิ๊ด(ซอสพริก)ก็แก้ขัดได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังในการกินกับผักบางอย่างซึ่งบางคนไม่ชอบเช่นผักไผ่ ผักแพ้ว ตัวสำคัญก็คือเจ้า rau đắng(เรา ดั๊ง)ซึ่งต้นคล้ายคุณนายตื่นสายขมมาก บางคนใส่ไปแบบไม่รู้ ไม่คุ้นรส(เช่นผมเป็นต้น ฮ่า...)ดูที่รูปเอาเองนะครับ 3.Bánh bao(บั๊น บาว) สิ่งนี้หรือคือ ซาลาเปา นั่นเอง ครับ ผมเคยซื้อกินบ่อยที่ไซง่อน แม้ว่าตอนที่ผมทำงานที่นั่นจะหาข้าวต้มกินหลังเที่ยวกลางคืนยาก หรือไม่มี ก็ได้เจ้านี่ช่วยไว้เยอะ ซื้อบ่อยก็ตรงใกล้ๆวงเวียนห่างซันเส้นทางจะออกไปสะพานบิ่นจิ๋ว อร่อยดีใส่เนื้อเยอะด้วย(แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่าเนื้ออะไร ฮ่า...)ราคาก็ลูกละสิบบาทตอนนั้น อันที่จริงแล้วกลุ่มกินเจ(=เหง่ย อัง ใจ)และพระที่นั่นจะนิยมกินกันมากกว่า 4.Bánh chưng(บั๊น จึง) คล้าย บ๊ะจ่างของจีนครับ ห่อข้าวเหนียวใบตองเป็นทรงสี่เหลี่ยมกว้างยาวคืบใส่ถั่วเหลืองถั่วดำแดงมันหมูรองด้านล่างแล้วนึ่ง นิยมในงานปรเพณีปีใหม่(Tet) ทางปักษ์ใต้จะเรียกว่า Bánh Tet(บั๊น เต้ด) แต่ก็เข้าใจตรงกัน กินกับกิมจิอร่อยมาก แต่แคลอรี่สูงไปหน่อย กินแล้วหมับ(=อ้วน) 5.Bánh mì kẹp thịt(บั๊น หมี่ เก็บ ถิด) หรือแซนวิชเนื้อ นั่นเอง ตามอย่างฝรั่งเศสใส่ทุกอย่างคล้ายกัน เนย(=เบอ) ชีส แฮม บางที่ใส่เนื้อปูสับ เนื้อวัวบดทำคล้ายอย่างเนยแต่เค็มโครตเลยคงเหมาะกับการกินขนมปัง พริก น้ำส้มปรุงตามใจสั่ง ชี้สั่งไปเถอะครับ เป็นอาหารที่หากินง่ายพบได้ตอนเช้า และเย็น ใส่หาบคอนขายหรือใส่หาบผูกรถจักรยานมา ทานช่วงเช้าจะดี เพื่อนบางคนแบ่งสองส่วนกินเช้าต่อเที่ยงประหยัดจริงจริง ตอนนั้นปี 2546 ราคาถูกมากแค่ หมก เหง่หมก อ๋อ(สาม บาท หนึ่ง ชิ้น) คนงานโรงงาน เด็กนักเรียน หรือกรรมกร อย่างผมชอบมากๆ จะว่าไปเจ้าบั๊นหมี่เองก็มีการปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายแบบด้วยกัน แต่ที่นิยมกันมากมีดังนี้ -Banh mi xiu mai(บั๊นหมี่ ซิว หมาย=ใส่ลูกชิ้นใหญ่) -Banh mi xa xiu(บั๊นหมี่ ซา ซิว=ใส่หมูแผ่นบาบีคิว) -Banh mi ธรรมดา อุ่นร้อนๆ จิ้มกินกับไข่ดาวทอดพอสุกดิบโรยพริกไทยใส่ซอสถั่วเหลือง(=นึก เติง) กินตอนเช้าจะอร่อยมากเรียกว่าบั๊นหมี่ อ๊อฟ ลา หรือจะจิ้มกับเนย(=เบอ)ก็อร่อยไปอีกแบบ ถ้ากินกับปลากระป๋อง(=ก๊า ลอง) ผมจะเรียกว่าบั๊นหมี่ก๊าลอง ยังมีอาหารอีกหลายอย่างคงไว้เล่าคราวหน้าวันนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ ที่มา:EN.WIKIPEDIA.COM